ในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวยังวางใจไม่ได้ โควิด-19 ระลอกใหม่ที่หวนกลับมาตอกย้ำความอันตราย ให้ทุกคนใช้ชีวิตแบบ New Normal ต่อไปอย่างระวังอย่าให้การ์ดตก วิถีชีวิตใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ด้วยวิกฤตที่เกิดทำให้การออกไปรวมตัวกันของคนหมู่มาก กลายเป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดแห่งยุค กิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำทุกปี อย่างการต่อภาษีรถประจำปี จึงได้เปิดให้สามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ได้ เช่นเดียวกับการซื้อประกัน รถ ความสะดวกสบายที่เอื้อต่อไลฟ์สไตล์ในช่วงโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด

ซึ่งวันนี้เรามีขั้นตอนง่าย ๆ มาฝากผู้ที่ต้องการต่อภาษีออนไลน์ หากใครที่ยังไม่เคยใช้บริการ มั่นใจได้เลยว่าหลังจากทดลองต่อแบบออนไลน์ในครั้งนี้ดูแล้ว คุณจะลืมการต่อภาษีแบบเดิมไปเลย

รู้ก่อนต่อภาษี รถประเภทใดบ้างที่สามารถยื่นต่อแบบออนไลน์ได้

ไม่ใช่ว่ารถทุกคันจะสามารถยื่นต่อภาษีแบบออนไลน์ได้เหมือนการยื่นต่อประกันรถ การต่อภาษีออนไลน์นั้นยังมีข้อจำกัดบางประการสำหรับรถบางประเภท ทำให้รถบางคันยังคงต้องไปยื่นต่อภาษีที่กรมการขนส่งทางบกแบบเดิมอยู่ ส่วนจะมีรถประเภทไหนบ้างที่สามารถยื่นต่อแบบออนไลน์ได้ ตามไปดูกันต่อเลย

– รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน อายุการใช้งานไม่เกิน 7 ปี (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน)

– รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน อายุการใช้งานไม่เกิน 7 ปี (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน)

– รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล อายุการใช้งานไม่เกิน 7 ปี (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน)

– รถจักรยานยนต์ อายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี (นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน)

– รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่ทะเบียนขาด ไม่ได้ยื่นต่อภาษีไม่เกิน 1 ปี

ขั้นตอนต่อภาษีรถออนไลน์ ง่าย ๆ เพียงไม่กี่นาที

1. ไปที่เว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th/esvapp/login.jsf คลิก “ลงทะเบียนสมาชิกใหม่”

2. ดำเนินการกรอกข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน แล้วคลิก “บันทึก” เป็นอันเสร็จสิ้นการลงทะเบียน

3. กลับมา Login เพื่อเข้าสู่ระบบ

4. คลิกที่เมนู “ชำระภาษีรถประจำปี” แล้วเลือก “ชำระภาษีรถประจำปีผ่านอินเตอร์เน็ต”

5. เลือกเมนู “ลงทะเบียนรถ”

6. กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับรถให้ครบถ้วน ตรวจสอบความถูกต้องจนมั่นใจแล้วจึงคลิก “บันทึก”

7. จะเห็นตารางที่มีข้อมูลรถขึ้น จากนั้นคลิกที่ช่องยื่นชำระภาษี

8. กรอกข้อมูลทั้งหมดให้ครบถ้วน และเลือก “กรอกสถานที่จัดส่งเอกสาร”

9. กรอกที่อยู่ที่ต้องการให้จัดส่งเอกสารการต่อภาษี และจึงคลิกต่อที่ “เลือกวิธีการชำระเงิน”

10. เลือกช่องทางการชำระเงินที่ต้องการ โดยกรมการขนส่งฯ กำหนดให้สามารถชำระได้ 3 ช่องทาง คือ

– หักบัญชีเงินฝาก ค่าธรรมเนียม 20 บาทต่อรายการ (เฉพาะผู้ใช้บัญชีธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารยูโอบี เท่านั้น)

– ชำระด้วยบัตรเครดิต/เดบิต โดยมีค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตอยู่ที่ 2% รวม Vat 7% ของค่าธรรมเนียม (ใช้ได้เฉพาะถือบัตรเครดิต/เดบิตของธนาคารกรุงเทพและธนาคารกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น)

– ชำระได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยสั่งพิมพ์ใบแจ้งชำระภาษีรถไปยื่นที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขาทั่วไทย

และเมื่อคุณยื่นต่อภาษีออนไลน์ไปแล้วประมาณ 5 วันทำการ เอกสารต่อภาษีจะถูกจัดส่งไปยังที่อยู่ที่คุณให้ข้อมูลไว้กับทางเว็บไซต์ วิธีออนไลน์นี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบ New Normal ในยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด ซึ่งคุณสามารถเข้าไปตรวจสอบผลการดำเนินการได้ที่เมนู “ตรวจสอบผลการชำระภาษี/เปลี่ยนช่องทางชำระเงิน” และเมื่อต่อภาษีประจำปีเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตรวจสอบประกันรถของคุณด้วยว่าใกล้ครบกำหนดหมดอายุหรือยัง เพื่อให้คุณและรถมีความคุ้มครองติดตัวไปด้วยทุกทีทุกเวลา จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ